วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ลักษณะ HMPK

ลักษณะ HMPK

( ** ขออนุญาต ท่านเจ้าของปลาด้วยครับ เอารูปมาลง**)

ลักษณะ HMPK ตัวผู้

1. A ต้องเท่ากันนับจากโคนของกระโดง

2. B เท่ากันนับจากยอดกระโดงถึงปลายชายน้ำ

3. โหนกหัวสูงโค้งลงเป็นรูปปลากราย

4. ใบหางใหญ่ปิดกระโดงและชายน้ำไม่เห็นช่องว่าง

5. Over Haft จะดีมาก

6. ก้านหางแตกดีควรแตกตั้งแต่โคนหางอย่างน้อยแตก 4

7. โคนหางใหญ่ และขอบใบหางคม

8. กระโดงจากโคนกระโดงยื่นมาข้างหน้าก้านแรกยาวจะดีมาก ก้านกระโดงแตก 2 ใบกระโดงกลม รับกับหาง

9. ชายน้ำคม ก้านชายน้ำแตก 2 ปลายชายน้ำจบแหลมยื่นมาทางด้านหลัง รับกับหาง

10. ตะเกียบยาวเสมอใบตะเกียบใหญ่ปลายตะเกียบแตกได้ 1-3

11. ก้านหางใหญ่ ก้านแรกกับก้านสุดท้ายยาวสุดหางคมรับสวนโค้ง ใบหางไม่บาง

12. เกล็ดเรียบเสมอ เรียงเป็นระเบียบ

13. ความสูงของหางนั้นยาวเกือบ ครึ่งหนึ่งของตัว



ลักษณะ HMPK ตัวเมีย
1. ทรงปลาเป็นรูปปลากระสวย

2. กระโดงกลมก้านแตก 2 รับกับหาง

3. หางกาง 180 ก้านหางหนาแตกอย่างน้อย 4 ก้านหางแรกกับก้านสุดท้ายยาวสุดหาง ใบหางหนา กลมขอบหางคม

4. ใบหางรับกับกระโดง และชายน้ำปิดช่องว่างได้จะดีมาก
5. ชายน้ำก้านแตก 2 ปลายชายน้ำแหลมจบเอียงไปด้านหลังรับกับหาง ขอบคม


ตัวย่อต่างๆในโลกของปลากัด

Betta Tips # 1 ตัวย่อต่างๆในโลกของปลากัด

ST = Singletail ปลากัดหางเดี่ยว เป็นปลาที่เราพบเห็นกันทั่วไปทั้งในพันธุ์หางสั้นและหางยาว

DT = Doubletail ปลากัดหางคู่/หางสองแฉก ลักษณะที่ดีคือกระโดงและชายน้ำสมมาตรกัน ครีบหางถัด
จากโคนหางออกมาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่เท่าๆกัน โดยส่วนใหญ่ปลาประเภทนี้จะลำตัวสั้นและอ้วนกว่าปลากัดหางเดี่ยวเล็กน้อย และสามารถพบได้ในปลากัดแทบทุกประเภทเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในพันธุ์หางสั้นหรือหางยาว ตัวอย่างเช่น DTPK, DTHMPK, DTCT, DTHM (เรียกอีกอย่างว่า fullmoon)ทั้งนี้อาจเติม M (Male), F (Female) เพื่อเป็นการบอกเพศของปลาเช่น STM, DTF

PK = Plakat ปลากัดครีบสั้นพันธุ์ดั้งเดิม หรือที่เรียกกันติดปากว่าปลากัดหม้อ

VT = Veiltail ปลากัดหางพู่กัน/ปลากัดจีน เป็นปลากัดพันธุ์หางยาวรุ่นแรกสุดก่อนที่จะพัฒนาเป็นปลากัดหางยาวรูปแบบต่างๆในปัจจุบัน

RT = Rosetail ปลากัดหางกุหลาบ เป็นลักษณะด้อยของปลากัดที่มีการแตกของหางมากเกินไป (ทั้งหางสั้น หางยาว) ทำให้มีการซ้อนทับกันไปมาคล้ายดอกกุหลาบ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการ Inbreed ที่มากครั้งเกินไปของปลาจำพวก HM, HMPK (อีกสิ่งที่สังเกตได้คือปลาจะเริ่มมีลักษณะเกล็ดย้อน)

HM = Halfmoon ปลากัดพันธุ์หางยาว ก้านหางแผ่เต็มที่กาง 180 องศา เป็นครึ่งวงพระจันทร์ถ้าน้อยกว่า 180 องศาก็จะมีชื่อเรียกดังนี้

D = Delta [90-120 องศา]

SD = Superdelta [120-179 องศา] แต่ถ้าเกิน 180 องศาก็จะเป็น

OHM = over Halfmoon [>180 องศา]

CT = Crowntail ปลากัดหางหนาม/หางมงกุฎ เป็นปลากัดพันธุ์หางยาวอีกประเภทซึ่งพัฒนาได้หลังจาก HM ลักษณะของ CT สามารถแบ่งย่อยได้อีกเช่น SR (Single Ray), DR (Double Ray), TR (Triple Ray), DDR (Double Double Ray), CR (Cross Ray), RR (Random Ray) ลักษณะปลา Crowntail ที่ดี ก้านหางควรแทงออกไปนอกครีบไม่น้อยกว่า 33-50% ของพื้นที่ครีบ** (1 ใน 3 ถึง 1 ใน 2) ถ้าน้อยกว่านั้นจะมีชื่อเรียกว่า Combtail ซึ่งเป็นลักษณะที่ด้อยลงมา** จริงๆแล้ว ก้านหางไม่ได้แทงออกไป แต่เป็นส่วนของครีบระหว่างก้านหางแต่ละอันต่างหากที่ลดขนาดลงมาหลังจากมีปลากัดหางสั้น ปลากัดหางยาว ทั้งหางเดี่ยว หางคู่ สับสายกันไปมา หลังๆก็เลยมีการพัฒนาปลาที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไปอีกหลายแบบ ซึ่งบางประเภทก็กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ได้แก่

HMPK = Halfmoon Plakat หม้อฮาล์ฟ พัฒนามาจาก HM+PK เป็นปลากัดหางสั้นแบบ PK แต่ก้านหางกาง 180 องศาแบบ HM

CTPK = Crowntail Plakat ลักษณะเดียวกับ HMPK แต่เป็น CT+PK เป็นปลากัดหางสั้นแบบ PK แต่มีหางเป็นหยักๆแบบ CT

CTHM = Halfsun มาจาก CT+HM หรือใช้เรียก Crowntail ที่หางกาง 180 องศาแบบ Halfmoon ก็ได้อื่นๆ เช่น ลักษณะของสีปลา นอกจากจะมีปลากัดสีเดี่ยว (Single Colored), สองสี (Bicolored) นอกจากนี้ยังมีปลาที่มีสีเป็นรูปแบบเป็น Pattern ต่างๆเช่น

BF = Butterfly ปลากัดลายผีเสื้อ เป็นปลาที่มีรูปแบบเฉพาะ โดยลำตัวปลากัดจะมีสีนึง (ส่วนใหญ่เป็นสีเดี่ยวแต่อาจเป็นสองสี, MB, MC ก็ได้) ครีบทั้งหมดแบ่งเป็น 2 แถบหรือมากกว่านั้น โดยครีบส่วนติดลำตัวจะสีใกล้เคียงกับลำตัว ครีบส่วนที่ห่างลำตัวจะเป็นอีกสีหนึ่งซึ่งตัดกันชัดเจน มองจากตาเปล่าจะเหมือนเป็นวงรีรอบตัวปลา (ถ้าครีบแบ่งเป็น 3 แถบ 3 สี เรียก tri-ban ลักษณะที่ดีของ BF คือความกว้างของแต่ละสีควรใกล้เคียงกัน)

MB = Marble ปลากัดลายหินอ่อน ลักษณะที่สำคัญคือ เป็นปลากัดที่ไม่มีแถบสีที่ตัดกันชัดแบบ BF และจะมีจุดสี แต้มสี หลากหลายกระจายทั่วไปตามลำตัวและครีบของปลา ความพิเศษของปลาประเภทนี้คือมันจะมียีนส์ที่มีลักษณะพิเศษที่เรียกว่า Jumping Gene ทำให้เมื่อปลามีอายุมากขึ้น ลวดลายต่างๆอาจจะมีการเปลี่ยนไป จุดสี แต้มสีที่เคยมีอาจหายไปหรือเพิ่มขึ้นมา ลำตัวที่เคยเป็นสีอ่อนอาจเข้มขึ้น ลำตัวที่เคยเข้มอาจอ่อนลง/เปลี่ยนเป็นใส หรืออาจเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตากันไปยังกับปลาคนละตัวเลยทีเดียว อย่างในไทยเองปลาที่มีชื่อทางการค้าว่า Alien ก็มียีนส์ประเภทนี้

GZ = Grizzled ปลากัดที่มีลำตัวเป็นสี Pastel หรือ Opaque ที่มีจุดสี แต้มสี แถบสี จำพวกสีเขียว ฟ้า เทา กระจายซ้อนทับลงไปตามสีพื้นของปลา ลักษณะของ Grizzled ที่ดีต้องไม่ติดแดง

MC = Multicolored ปลากัดหลากสี ที่มีตั้งแต่ 2 สีขึ้นไป และไม่จัดอยู่ในรูปแบบตามที่ว่ามานอกจากนี้ยังมีชื่อที่ใช้เรียกปลาลักษณะต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นชื่อทางการค้าและมีที่มาจาก Breeder ชาวต่างชาติ เช่น

MG = Mustard Gas จริงๆก็คือ ปลากัดสองสี (Bicolored) ลำตัวเป็นสี น้ำเงิน/เขียว/เทา และครีบเป็นสีเหลือง/สีส้ม (ยีนส์ด้อย) โดยจะมีลักษณะขอบแบบ BF หรือไม่ก็ได้แถมๆไม่เกี่ยวกับตัวย่อ

Salamander คือปลาประเภทเดียวกันกับ MG คือเป็นปลากัดสองสี (Bicolored) แต่ส่วนที่ไม่เหมือนคือครีบจะเป็นสีแดง (ยีนส์เด่น) และจะเป็น BF หรือไม่ก็ได้

Lavender พัฒนามาจาก Salamander และมีความคล้ายคลึงกันมาก แตกต่างที่จะมียีนส์ Cambodian เข้ามาผสม ทำให้ลำตัวปลาเป็นสีน้ำเงินอมแดง, ม่วงอมชมพู

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สายพันธุ์ปลากัด

ประวัติปลากัดปลากัด (Betta splendens Regan)เป็นปลาพื้นเมืองของไทยที่นิยมเพาะเลี้ยงมาตั้งแต่โบราณ เป็นเวลาหลายร้อยปี มาแล้ว ทั้งเพื่อไว้ดูเล่น และเพื่อกีฬากัดปลา และเป็นที่รู้จักกันดีในต่าง ประเทศมานานเช่นกัน ได้มีการนำปลากัดไปเลี้ยงในยุโรป ตั้งแต่พ.ศ. 2414 ได้ นำไปทำการเพาะเลี้ยงกันอย่างกว้างขวาง และเพาะได้สำเร็จที่ ประเทศ ผรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2436 ปัจจุบันประเทศไทยมีการเพาะพันธุ์กันแพร่ หลาย เนื่องจากเป็นปลาที่เลี้ยง และเพาะพันธุ์ได้ง่าย ปีหนึ่งประเทศไทยส่ง ปลากัดไปขายยังต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าหลายล้านบาทปลากัดพันธุ์ดั้งเดิม ใน ธรรมชาติ มีสีน้ำตาลขุ่นหรือสีเทาแกมเขียว ครีบและหางสั้น ปลาเพศผู้มีครีบ และหางยาวกว่าเพศเมีย เล็กน้อย จากการเพาะพันธุ์และการคัดพันธุ์ติดต่อกันมา นานทำให้ได้ปลากัดที่มีสีสันสวยงามหลายสี อีกทั้งลักษณะครีบก็แผ่กว้างใหญ่ สวยงามกว่าพันธุ์ดังเดิมมากและจากสาเหตุนี้ทำให้มีการจำแนกพันธุ์ปลากัด ออก ไปได้เป็นหลายชนิด เช่น ปลากัดหม้อ ปลากัดทุ่ง ปลากัดจีน ปลากัดเขมร ปลากัด พม่า เป็นต้น เนื่องจากปลากัดเป็นปลาขนาดเล็ก เจริญเติบโตดีในภาชนะแคบ ๆ และในการเลี้ยงไม่ต้องใช้ เครื่องช่วยเพิ่มออกซิเจน ในน้ำ จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นสัตว์ทดลองในห้อง ปฏิบัติการครับ


ปลากัดป่าปลากัดป่า หรือ ปลาลูกทุ่ง ที่พบในธรรมชาติ ตามท้องนา หนองบึง ส่วนใหญ่จะเป็นปลาขนาดเล็กที่ไม่เด่นมากนัก ในสภาพปกติสีอาจเป็นสีน้ำตาลเทาหม่น หรือสีเขียว และอาจมีแถบดำจาง ๆ พาดตามความยาวของลำตัว อาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ระหว่างพรรณไม้น้ำในที่ตื้น ความพิเศษของปลากัด อยู่ที่ความเป็นนักสู่โดยธรรมชาติเมื่อพบปลาตัวอื่นจะเข้าต่อสู้กันทันที และที่พิเศษยิ่งกว่านั้นคือการที่ปลาตัวผู้สามารถเปลี่ยนสีให้งดงามเมื่อถูก กระตุ้น ในสภาวะตื่นตัวครีบทุกครีบจะแผ่กางออกเต็มที่ แผ่นเยื่อหุ้มเหงือขยายพองตัวออก พร้อมกับสีน้ำเงินหรือแดงที่ปรากฏขึ้นมาชัดเจนในโทน ต่าง ๆ ทำให้ดูสง่าอาจหาญ และสวยงาม ปลาป่าแท้นั้นส่วนมากครีบ หางและกระโดงที่ภาษานักแปลงปลาเรียกรวมว่า “เครื่อง” จะมีสีแดงเกือบตลอดมีประดำบ้างเล็กน้อย บางทีอาจมีเส้น เขียว ๆ แซมบ้าง อย่างที่เรียกว่าเขียวก็มีเพียงแต้มเขียวอ่อน ๆ ที่กระโดงเท่านั้น เวลาถอดสีปกติทั้งตัวและ เครื่องเป็นสีน้ำตาลจืด ๆ คล้ายใบหญ้าแห้ง ที่ห้อยแช่น้ำอยู่ ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของ ปลากัดก็คือเป็นปลาที่มีอวัยวะช่วยหายใจพิเศษที่อยู่บริเวณเหงือกทำให้ปลา สามารถใช้ออกซิเจน จากการฮุบอากาศได้โดยตรง ปลากัดจึงสามารถทนทานดำรงชีวิตอยู่ได้ในที่ที่มีออกซิเจนต่ำ ตำนานเล่าขานของปลากัดจึงค่อนข้างแปลกประหลาด ไปกว่าสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ บทความ “ธรรมชาติของปลากัดไทย) โดย ม.ล. ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา ที่เขียนไว้เมื่อปี 2496 ได้พูดถึงการขุดหา ปลากัดในรูปูนา ตามขอบหนอง ชายบึง ริมคู และรางน้ำ ซึ่งปลากัดเข้าไปอยู่อาศัยปน อยู่กับปูในรูตั้งแต่ต้นฤดูหนาว เมื่อน้ำเริ่มลดไป จนตลอดหน้าแล้งปูก็จะขุดรูลึก ตามระดับน้ำลงไปเรื่อย ๆ ปลากัดจะออกมาแพร่พันธุ์ใหม่ในต้นฝนในเดือนพฤษภาคม กระจายออกไปหากินตามที่มีหญ้ารก ๆ ในเขตน้ำตื้นปลากัด เป็นปลาที่ชอบน้ำตื้น จึงไม่พบตามแม่น้ำลำคลอง หนองบึง ที่มีน้ำลึก อันที่จริงในธรรมชาติการต่อสู่กันของปลากัดไม่จริงจังเท่าไรนัก ส่วนมากมักแผ่พองครีบหางขู่กันเพื่อแย่งถิ่น บางตัวเห็นท่าไม่ดีก็อาจเลี่ยงไปโดยไม่ ต่อสู้กันเลยก็มี แต่บางคู่ก็ต่อสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง ปลาตัวผู้ตัวไหนที่ยึดชัยภูมิเหมาะได้ที่ ก็จะก่อหวอดไว้แล้วพองตัวเบ่งสี เกี้ยวตัวเมียที่ผ่านไปมา เพื่อผสมพันธุ์วางไข่


ปลากัดหม้อBettar Fighting Fishปลาลูกหม้อหรือปลาหม้อนั้นเป็นปลากัดที่ถูกนำมาคัดสายพันธ ุ์โดยนักพันธุศาสตร์สมัครเล่นชาวไทยที่มุ่งหวัง จะได้ปลาที่กัดเก่ง จากบันทึกคำบอกเล่า ของนักเลงปลาเก่าอย่าง หลวงอัมรินทร์สมบัติ (ครอบสุวรรณนคร) คาดว่า ปลาลูกหม้อน่าจะถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงประมาณปี 2430 ซึ่งท่านจำได้ว่า ก่อนหน้านั้น ยังต้องจับปลาป่า มากัดพนันกันอยู่ต่อมานักเลงปลาบางคนก็เริ่มใช้วิธีไปขุดล้วงเอาปลาป่าที่ อาศัยอยู่ตามรูปูในหน้าแล้งมาขังไว้ในโอ่ง มาเลี้ยงดูให้อาหาร พอถึงฤดูฝนก็นำมากัดพนันกับปลาป่า ซึ่งส่วนใหญ่จะสู้ปลาขุดที่เลี้ยงมาไม่ได้ การเล่นปลาขุดนี้ยังนิยมเล่นกันมาถึงประมาณ ปี 2496 หลังจากนั้นก็มีการเก็บปลาที่กัดเก่งเลี้ยงไว้ข้ามปี และหาปลาป่าตัวเมียมาผสม ลูกปลาที่ได้จากการผสมในชุดแรกจะเรียกว่า “ปลาสังกะสี” ซึ่งสัณนิษฐานว่าน่าจะได้ ชื่อมาจากผิวหนังที่หนาแกร่ง ไม่ถูกกัดขาดง่ายเหมือนปลาป่าและปลาขุด ปลาสังกะสีมักจะตัวใหญ่ สีสันลักษณะ ต่างจากปลาป่าและปลาขุด นักเลงปลาป่าจึงมักไม่ยอมกัดพนันด้วย จึงต้องกัดแข่งขันระหว่างปลาสังกะสีด้วยกันเอ ปลาสังกะสีที่เก่ง อดทน สวยงามก็จะถูกคัดไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ เมื่อผสมออกมา ก็จะได้ปลาลักษณะรูปพรรณสีสันที่สวยงาม แปลกออกไปตามอัธยาศัยของผู้ผสมพร้อม ความเก่ง และอดทนในการกัดจะว่าไปแล้วพันธุศาสตร์สัตว์น้ำของเมืองไทย นับได้ว่าเริ่มมาตั้งแต่ยุคนี้ คำว่า “ลูกหม้อ” นั้นมาจากการใช้หม้อดินในการเพาะและอนุบาลปลากัด ในระยะแรก ๆ ปลาลูกหม้อจึงเป็นปลาสายพันธุ์ ที่สร้างมาแท้ ๆ กับมือของนักเลงปลาทั้งหลาย เพื่อให้ได้ลักษณะที่ดีสำหรับการต่อสู้และให้มีสีสันที่สวยงามตามความพอใจ ของเจ้าของ ปลากัดลูกหม้อจึงมีรูปร่าง หนาใหญ่กว่าปลากัดชนิดอื่น สีสันสวยงามดูแล้วน่าเกรงขามกว่าพันธุ์อื่น ๆ สีส่วน มากจะเป็นสีน้ำเงิน แดง เทา เขียว คราม หรือแดงปนน้ำเงิน ใน การเล่นปลากัดในยุคก่อนนั้นปลาลูกหม้อจะมีสองประเภท “ลูกแท้” และ “ลูกสับ” ลูกแท้ หมายถึง ลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ ่ที่มาจากครอกเดียวกัน และลูกสับหมายถึงลูกปลาที่เกิด จากพ่อแม่ที่มาจากคนละครอก ปลากัดลูกหม้อนี้ถ้าเอาไปผสมกลับกับปลาป่าลูกปลาก็จะ เรียกว่า “สังกะสี” เช่นเดียวกัน ซึ่งปลาสังกะสีซึ่งเกิดจากการผสมกลับแบบนี้ส่วนมากก็จะมีชั้นเชิงและน้ำอด น้ำทนในการกัดสู้ลูกหม้อไม่ได้ “ลูกหม้อ” จึง เป็นสุดยอดของปลากัดสำหรับนักเลงปลาทั้งหลาย ในระยะหลัง ๆ ก็อาจมีการพูดถึงสายพันธุ์ “มาเลย์” หรือ “สิงคโปร์” ซึ่งว่ากันว่ากัดเก่งหนังเหนียวแต่โดยแท้จริงก็คือปลาลูกหม้อ นั่นเอง เพียงแต่ว่าในระยะต่อมามีการประยุกต์ใช้กลวิธีการ หมักปลาด้วยสมุนไพร ใบไม้ ว่าน ดินจอมปลวก และอื่น ๆ เพื่อช่วยเคลือบเกล็ดปลา ที่เชื่อกันว่าจะทำให้เกล็ดแข็งกัดเข้า ได้ยาก ควบคู่ไปกับการคัดเลือกพันธุ์ ถึงอย่างไร ลูกหม้อก็คือลูกหม้อที่เราชาวไทยพัฒนามาแต่โบราณแม้จะถูกนำไป พัฒนาสายพันธุ์ในที่อื่นก็ยังคงเป็นลูกหม้อไทยตัวเดิมนั่นเอง


ปลากัดจีนเป็นชื่อที่ใช้เรียกปลากัดครีบยาวมาช้านาน เข้าใจว่าอาจมาจากลักษณะครีบที่ยาวรุ่ยร่ายสีฉูดฉาดเหมือนงิ้วจีน ปลากัดจีนเป็นปลาที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากปลาลูกหม้อ โดยผสมคัดพันธุ์ให้ได้ลักษณะที่มีครีบและหางยาวขึ้น ความยาวของครีบหางส่วนใหญ่จะยาวเท่ากับ หรือมากกว่าความยาวของลำตัวและหัวรวมกัน และมีการพัฒนาให้ได้สีใหม่ๆ และสวยงาม โดยนักเพาะเลี้ยงปลากัดชาวไทย ซึ่งได้พัฒนาสายพันธุ์สำเร็จมาช้านาน ก่อนที่ปลากัดจะถูกนำไปเลี้ยงในต่างประเทศ แต่ไม่มีการบันทึกไว้ว่า การพัฒนาปลากัดสายพันธุ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ปลากัดชนิดนี้เป็นชนิดที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามแพร่หลายไปทั่วโลก และได้มีการนำไปพัฒนาสายพันธุ์ต่อเนื่อง จนได้สายพันธุ์ที่มีลักษณะใหม่ๆ ออกมาอีกมากมาย

ปลากัดหางสามเหลี่ยม หรือปลากัดเดลตาเป็นปลาที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากปลากัดครีบยาว หรือปลากัดจีน โดยพัฒนาให้หางสั้นเข้าและแผ่กว้างออกไปเป็นรูปสามเหลี่ยม ขอบครีบหางกางทำมุม ๔๕ - ๖๐ องศา กับโคนหาง และต่อมาได้พัฒนาให้ครีบแผ่ออกไปกว้างมากยิ่งขึ้น เรียก “ซูเปอร์เดลตา” ซึ่งมีหางแผ่กางใหญ่กว่าปกติ จนขอบครีบหางด้านบนและล่างเกือบเป็นเส้นตรง



ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีก หรือปลากัดฮาล์ฟมูนเดลตาเป็นปลากัดที่มีหางแผ่เป็นรูปครึ่งวงกลม โดยขอบครีบหางจะแผ่เป็นแนวเส้นตรงเดียวกันเป็นมุม ๑๘๐ องศา ได้มีแนวคิดและความพยายามในการที่จะพัฒนาปลากัดสายพันธุ์นี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ ในประเทศเยอรมนี แต่เพิ่งประสบผลสำเร็จเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยนักเพาะเลี้ยงปลากัดชาวฝรั่งเศสและชาวเยอรมันปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีกมีลักษณะที่สำคัญ คือ ครีบหางแผ่เป็นรูปครึ่งวงกลม โดยขอบครีบด้านหน้าจะแผ่เป็นแนวเส้นตรงเดียวกันเป็นมุม ๑๘๐ องศา ครีบด้านนอกเป็นขอบเส้นโค้งของครึ่งวงกลม ก้านครีบหางแตกแขนง ๒ ครั้ง เป็น ๔ แขนง หรือมากกว่า ปลาที่สมบูรณ์จะต้องมีลำตัวและครีบสมส่วนกัน โดยลำตัวต้องไม่เล็กเกินไป ครีบหางแผ่ต่อเนื่องหรือซ้อนทับกับครีบหลังและครีบก้น จนเห็นเป็นเนื้อเดียวกัน ขอบครีบหลังโค้งมนเป็นส่วนหนึ่งของวงกลม เส้นขอบครีบทุกครีบโค้งรับเป็นเส้นเดียวกัน (ยกเว้นครีบอก) ปลายหางคู่ที่แยกเป็น ๒ แฉกจะต้องซ้อนทับและโค้งมนสวยงาม ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีกที่แท้จริงจะต้องมีขอบครีบหางแผ่ทำมุม ๑๘๐ องศา ได้ตลอดไปถึงแม้ปลาจะมีอายุมากขึ้นก็ตาม

ปลากัดหางมงกุฎ หรือปลากัดคราวน์เทลเป็นปลากัดที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยนักเพาะเลี้ยงปลากัดชาวสิงคโปร์ เป็นปลากัดสายพันธุ์ใหม่ที่มีหางจักเป็นหนามเหมือนมงกุฎ และเป็นสายพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมเลี้ยงกันมากในปัจจุบัน ลักษณะสำคัญของปลากัดชนิดนี้คือ ก้านครีบจะโผล่ยาวออกไปจากปลายหาง ลักษณะดูเหมือนหนาม ซึ่งอาจยาวหรือสั้นแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับลักษณะการแยกของปลายหนาม และการแยกการเว้าโคนหนามก็มีหลายรูปแบบ ปลากัดหางมงกุฎที่สมบูรณ์จะมีครีบหางแผ่เต็มซ้อนทับได้แนวกับครีบอื่นๆ และส่วนของหนามมีการจัดเรียงในรูปแบบที่สวยงามสม่ำเสมอ



ขอความขอบคุณจากเว็บไซต์
http://www.rakbankerd.com/view3.php?id=514&s=tblanimal

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อยู่ในช่วงปรับปรุง ติดตามกันไปเรื่อยๆ นะว่าจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง